นับตั้งแต่ที่ทาง Geely RIDDARA เปิดตัว RIDDARA RD6 ในตลาดเมืองไทย เมือปลายปี 2024 ก็สร้างความฮือฮาให้กับวงการถยนต์ไฟฟ้าในไทยไม่ใช่น้อย เพราะเจ้า RIDDARA RD6 ถือเป็นรถกระบะไฟฟ้า 100% รุ่นแรกในตลาดเมืองไทย โดยชูจุดเด่นเป็นรถกระบะไฟฟ้าที่ผสานความแข็งแกร่งของรถกระบะเข้ากับความสะดวกสบาย และเทคโนโลยีของ SUV เหมาะสำหรับไลฟ์สไตล์ครอบครัวยุคใหม่ โดมีให้เลือกทั้งขับเคลื่อน 2 ล้อและ 4 ล้อ ชาร์จไฟวิ่งไกล 373 – 461 กม. ที่สำคัญมีราคาเปิดตัวในรุ่นเริ่มต้นที่เพียง 8.9 แสนบาท เท่านั้น

ล่าสุดทาง Geely RIDDARA ได้เพิ่มไลน์อัพ และตัวเลือกใหม่ให้กับ RIDDARA RD6 ด้วยการเปิดตัว RIDDARA ECON รถกระบะไฟฟ้า 100% รุ่นใหม่ ที่ภายในงาน Motor Expo 2025 เมื่อปลายเดือน พ.ย. ที่มาผ่าน ชูจุดขายด้วยราคาเข้าถึงง่ายที่สุดในไทย ด้วยราคาเริ่มต้นสุดพิเศษเพียง 739,000 บาท โดยจะเน้นเจาะกลุ่มลูกค้าเพิ่อการพาณิชย์ และกลุ่มลูกค้าทั่วไปที่ไม่ต้องการออปชันเยอะ ๆ เน้นใช้งานเป็นหลัก
สำหรับ RIDDARA ECON จะมีให้เลือก 3 รุ่นย่อย ได้แก่ รุ่น 63kWh 2WD / รุ่น 73 kWh 2WD และ รุ่น 73 kWh 4WD

ซึ่งหลังจากการเปิดตัวได้ไม่นานทาง Geely RIDDARA ก็ได้เชิญสื่อมวลชนเข้ารวมทดสอบสมรรถนะของ RIDDARA ECON กระบะรุ่นใหม่ ซึ่งทางทีมงาน Autostation.com ก็ได้รับเกียรตืให้ร่วมในกิจกรรมครั้งนี้



โดยในการทดสอบเจ้า RIDDARA ECON ทาง Geely RIDDARA ได้นำรุ่น 63kWh 2WD ซึ่งเป็นรุ่นเริ่มต้นมาให้ทดสอบกัน ซึ่งทางทีมงานได้ปรับเซ็ทสนามทดสอบ ให้เป็นสเตชันออฟโรดแบบเบา ๆ เพื่อทดสอบพละกำลังในการไต่เนินชัน และทดสอบความนุ่มนวลของช่วงล่าง

แต่ก่อนที่จะเป็นทดลองขับกันนั้น เรามาดูความแตกต่างของ RIDDARA ECON ในแต่ละรุ่นย่อย รวมถึงมีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง กับในรุ่น RD6


สำหรับในด้านงานดีไซน์ภายนอกของ RIDDARA ECON รุ่นเริ่มต้น จะมีความแตกต่างจากรุ่นอื่น ๆ รวมถึง ในรุ่น RD6 เริ่มจากตัวกระจังหน้าของจะเป็นชิ้นงานสีดำกลอส มาพร้อมชื่อแบรนด์ RIDDARA วางอยู่ที่ริมฝา่กระโปรงหน้า ส่วนในรุ่น RD6 จะเป็นตัวตัวอักษร R I D D A R A ที่มาพร้อมการเรืองแสงในตอนกลางคืน

ขยับออกมาด้านข้างในส่วนชุดไฟหน้าของ ECON รุ่น 63kWh 2WD จะมากับชุดไฟหน้าที่อยุ๋ในกรอบสี่เหลี่ยมเหมือนกับทุก ๆ รุ่น แต่ด้านในจะมีความแตกต่างอย้างชัดเจน โดยจะมากับไฟ DRL LED ที่เป็นแถบวางขนาบชุดำฟหน้าที่เป้นหลอดฮาโลเจน ส่วนในรุ่น 73 kWh 2WD และ รุ่น 73 kWh 4WD ตัวไฟส่องสว่างจะเป็นหลอด LED

ในส่วนเส้นสายด้านข้างตัวถังนั้นจะเหมือนกันในทุกรุ่นย่อย จะมีเพียงในส่วนของชุดล้อที่แตกต่างกันโดย ECON รุ่น 63kWh 2WD จะเป็นล้อกระทะเหล็ก ที่มีฝาครอบ โดยมีขนาด 17 นิ้ว รัดด้วยยาง 225/65 R17 ส่วนในรุ่นย่อยอื่น ๆ ของ ECON จะมีขนาด 18 นิ้ว (ในรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อจะเป็นล้ออัลอย)

ขณะที่ในส่วนของกระจกมองข้างจะเป้นสีเดียวกันกับตัวรถ แต่สิ่งที่ขาดหายไปจะเป็นในส่วนของการพับเก็บแบบไฟฟ้า และระบบไล่ฝ้า รวมทั้งในเรื่องของระบบ Blind Spot เพราะ ECON รุ่น 63kWh 2WD จะเป็นรุ่นที่เน้นใช้งานเป็นหลัก ดังนั้นในเรื่องระบบความปลอดภัยบางส่วนจึงได้ถูกตัดออกไป
แต่ในสิ่งที่ถูกเพิ่มเข้ามาของ ECON ทุกรุ่น จะได้รับการติดตั้งราวหลังคาอลูมิเนียม ที่ติดออกมาให้จากโรงงาน ส่วนที่ด้านท้ายจะเหมือนกันทุกรุ่น รวมทั้งในรุ่น RD6 โดยจะได้รับกระบะท้ายที่ปลดล็อคด้วยไฟฟ้า

เข้ามาภายในห้องโดยสารของ ECON รุ่น 63kWh 2WD จะเป็นอีกจุดที่แตกต่างจากในรุ่น RD6 อย่างชัดเจน เริ่มจากวัสดุประกอบภายในจะเป็นชิ้นงาสนพลาสติกแบบขึ้นรถ ซึ่งต่างจาก RD6 ที่จะส่วนใหญ่จะประกอบไปด้วยวัสดุแบบบุนุ่ม

ด้านแผงแดชบอร์ดของ ECON รุ่น 63kWh 2WD จะมากับหน้าจอแสดงผลด้านคนขับแบบดิจิตอล 8.8 นิ้ว Full Digital (ส่วนในรุ่นย่อยอื่นของ ECON จะมีขนาด 10.2 นิ้ว Full LCD) มาพร้อมหน้าจออินโฟนเทนเมนต์ที่วางแบบลอยตัวขนาด 8 นิ้ว แบบสัมผัส (รุ่น 73 kWh 2WD และ รุ่น 73 kWh 4WD จะมีขนาด 14.6 นิ้ว) นอกจากนั้นในส่วนที่ถูกตัดออกไปจะเป็นในส่วนของ ระบบสั่งการด้วยเสียง และ ระบบการเชื่อมต่อ Wi-Fi

ด้านเบาะที่นั่งในทุกรุ่นของ ECON จะถูกหุ้มด้วยหนังสังเคราะห์สีดำเบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง เบาะนั่งผู้โดยสารด้านหน้าจะปรับด้วยมือ (ส่วนในรุ่น รุ่น 73 kWh 2WD และ รุ่น 73 kWh 4WD จะปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง) พร้อมกับถอดในส่วนระบบความสะดวกสบายออกไม่ว่าจะเป็นระบบจดจําตําแหน่งที่นั่งเบาะคู่หน้า / เบาะปรับเอนแบบ One-touch / ระบบระบายอากาศ

ขณะที่คอนโซลกลางจะปรับเปลี่ยนในส่วนของคันเกียร์ใหม่ใหม้มีขนาดใหญ่ และจับกระชับมือมากขึ้นกว่าในรุ่น RD6 ที่จะเน้นเรื่องความสวยงาม และพรีเมียม

ส่วนระบบความปลอดภัยของ ECON รุ่น 63kWh 2WD ที่นำมาทดลองขับขี่ครั้งนี้จะไม่มีระบบ ADAS ทั้งหมด รวมทั้งกล้อง 360 องศา โดยสิ่งที่ยังเหลือมาจากรุ่นย่อยอื่น ๆ จะมีเพียงกล้องมองหลังขณะถอยจอด, ระบบตรวจสอบความดันลมยาง (TPMS), พวงมาลัยไฟฟ้า EPS, ระบบเบรกมือไฟฟ้า EPB, ระบบ Auto Hold, ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (ESC), ระบบช่วยเบรกฉุกเฉิน (EBA), ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี (TCS), ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (HHC) และระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน (HDC) เท่านั้น

ส่วนขุมพลังขับเคลื่อนของ ECON รุ่น 63kWh 2WD จะมากับมอเตอร์ไฟฟ้า Permanent Magnet Synchronous Motor ที่วางอยู่คู่ล้อหลัง ให้กำลัง 180 kW / 244 แรงม้า แรงบิด 309 นิวตันเมตร สามารถทำความเร็งสูงสุดที่ 160 กม./ชม. จับคู่กับชุดแบตเตอรี่ที่มีขนาดความจุ 63kWh ให้ระยะทางวิ่งสูงสุด 369 กม. (NEDC) มีโหมดการขับขี่ให้เลือก 3 โหมด (Economy/Comfort/Sport) ส่วนในรุ่นย่อยอื่น ๆ ของ ECON จะมี 7 โหมด ได้แก่ (Sand / Mud / Off-road / Wading / Economy / Comfort / Sport)
พร้อมรองรับการชาร์จชาร์จเร็วด้วยไฟฟ้ากระแสตรง (DC) CCS2 ขนาด 90kW ที่ให้กำลังไฟจาก 30 – 80 % ในเวลา 32 นาที และชาร์จธรรมดาด้วยไฟฟ้ากระแสสลับ Type 2 (AC) ขนาด 6.6kW ชาร์จไฟเต็มจาก 20 – 100 % ในเวลา 7.8 ชั่วโมง มาพร้อมระบบกู้คืนพลังงาน (Regenerative Braking) 3 ระดับ

เข้าโหมดทดลองขับ ECON รุ่น 63kWh 2WD
โดย ECON รุ่น 63kWh 2WD ที่ทางทีมงานนำมาให้ทดลองขับกันในครั้งนี้จะมีทั้งแบบไม่มีของบรรทุก และแบบมีของบรรทุกที่น้ำหนักมากถึง 720 กก. (RIDDARA ECON สามารถรองรับน้ำหนักบรรทุกได้สูงสุดที่ 1,030 กก.) ซึ่งในการบรรทุกน้ำหนักครั้งนี้จะเป้นการจำลองเหมือนกับการใข้งานจริง

ซึ่งจากการขับทดสอบ ในรอบแรกครั้งนี้ จะเป็นแบบไม่มีน้ำหนักบรรทุกที่ตัวกระบะท้าย เริ่มกันที่ในเรื่องของอัตราเร่งกันก่อนเลยครับ ด้วยความที่เป็นรถไฟฟ้าจะได้เปรียบเรื่องพละกำลังในการขับออกตัว เพียงแตะคันเร่งเบา ๆ ตัวรถลื่นไหลได้ดีแบบไร้แรงหน่วง ขณะที่เป็นช่วงที่เป็นเนินชัน แค่แตะคันเร่งเบา ๆ รถขึ้นเนินได้สบายหายห่วง

ในรอบต่อมาก็เปลี่ยนมาเป็นคันที่มีน้ำหนักบรรทุก ด้วยพละกำลังของของมอเตอร์ไฟฟ้าที่มีมาให้ 244 แรงม้า ที่ให้แรงบิดมากถึง 309 นิวตันเมตร ถือว่าเหลือเฟือ ตัวรถยังคงออกตัวได้เป็นอย่างดี อัตราเร่งยังถือว่าจัดจ้าน แต่อาจจะดูหน่วง ๆ ไปนิด แต่ถ้านำมาใช้ในชีวิตประจำวันต้องบอกว่าเหลือ ๆ



แต่สิ่งที่ได้กล้บมาจะเป็นในส่วนของรถบบช่วงล่างที่ ตัวมีน้ำหนักบรรทุกจะมีความนิ่ม นุ่มสบายมากกว่าตัวที่ไม่มีน้ำหนักบรรทุกด้านท้าย เพราะด้วยความบาลานซ์ของตวัรถ ยิ่งช่วยให้มีความเฟริ์ม และแน่นมากขึ้น ตัวรถจะมีความกระเด้ง กระดอน น้อยกว่ารถกระบะทั่วไปหรือพูดได้ว่าอาจเทียบชี่นกับรถ SUV เลยก็ว่าได้ ซึ่งจะต้องขอบคุณการปรับเซทที่ดีของทาง RIDDARA รวมถึงกับระบบช่วงล่างด้าน ที่ด้านหน้าเป็นแบบแม็คเฟอร์สันสตรัท (MacPherson Strut) ส่วนที่ด้านหลังเป็นมัลติลิงก์ (Multi-link) ซึ่งจะแตกต่างจากรถกระบะทั่วไปที่เป็นแหนบ อันนี้ต้องบอกได้เลยว่าเป็นความดีงาม

สรุป
จากการทดลองขับ ผมว่าอัตราเร่งของ RIDDARA ECON ไม่มีอะไรน่ากังวลครับ เป็นรถกระบะไฟฟ้าที่มีพละกำลังเหลือเฟือ โดยอย่างยิ่งในเรื่องของระบบช่วงล่าง จัดเป็นรถกระบะไฟฟ้าที่ขับดีที่สุดในตลาด ช่วงล่างเทียบชั่นรถเอสยูวีราคาแพงได้เลย ที่สำคัญผมว่าขับดีกว่ารถกระบะเครื่องยนต์ดีเซลที่มีราคาแพง ๆ เสียด้วยซ้ำ



ด้านระยะทางการวิ่งอันนี้ต้องบิกว่าน้อยไปนิด ถ้ามีการขยับเพิ่มเป็นรุ่น Long Range ที่วิ่งได้่สัก 500 กม. ขึ้น จะถือว่าเป็นตัวอีกตัวเลือกที่มีความน่าสนใจเป็นอย่างมาก

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่มีปัญหาถ้าใครอยากจะได้รถกระบะไฟฟ้า ที่ไม่ต้องดูแลมาก ใช้งานได้ดี และดีกว่ารถกระบะดีเซลบางรุ่นที่คุณใช้อยู่แน่นอน ในเรื่องของช่วงล่าง / แฮนเดอร์ลิ่ง และ ความเฟิร์ม RIDDARA ECON มีอย่างครบถ้วน

ขณะที่เริ่องรูปร่างหน้าตา ก็ขึ้นอยู่ที่ความชอบของแต่ละบุคคล ส่วนตัวผมถือว่าโอเค รับได้ กับค่าตัวที่ 739,000 บาท แลกกับรถที่มีสมรรถนะแบบนี้ ความหรูหราไม่ต้อง ระบบความปลอดภัยไม่ต้แองเยอะ เอาไว้พอใช้งาน ก็ถือว่าเพียงพอ

ทั้งนี้ทั้งนั้นสำหรัล ผุ้ที่กำลังมองหารถกระบะที่เน้นใช้งานก็ดี หรือขับเล่นชิว ๆ ที่ได้อารมณ์แบบรถเอสยูวี ที่สำคัญมีราคาที่เข้าถึงง่าย ไมต้องดุแลรักษามาก RIDDARA ECON รุ่น 63kWh 2WD น่าจะเป็นรถกระบะอีกหนุ่งรุ่นที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก


สำหรับราคาจำหน่าย และสเปคของ RIDDARA ECON
- RIDDARA ECON รุ่น 63kWh 2WD มอเตอร์ไฟฟ้าตัวเดียว 244 แรงม้า แรงบิด 309 นิวตันเมตร ชาร์จไฟให้ระยะทางวิ่งไกล 369 กม. (NEDC) ราคา 739,000 บาท
- RIDDARA ECON รุ่น 73 kWh 2WD มอเตอร์ไฟฟ้าตัวเดียว 271แรงม้า แรงบิด 385 นิวตันเมตร ชาร์จไฟให้ระยะทางวิ่งไกล 461 กม. (NEDC) ราคา 849,000 บาท
- RIDDARA ECON รุ่น 73 kWh 4WD มอเตอร์ไฟฟ้าคู่ ให้กำลัง 428 แรงม้า แรงบิด 595 นิวตันเมตร ชาร์จไฟให้ระยะทางวิ่งไกล 424 กม. (NEDC) ราคา 999,000 บาท
