Volkswagen Group กำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งสำคัญ จนต้องงัดแผนปรับโครงสร้างองค์กรขนานใหญ่มาใช้ ล่าสุด Oliver Blume ซีอีโอของกลุ่มได้เปิดเผยผ่านจดหมายถึงผู้ถือหุ้นว่า บริษัทเตรียมปรับลดตำแหน่งงานราว 50,000 ตำแหน่งในเยอรมนีภายในช่วง 4 ปีข้างหน้า พร้อมทั้งปรับลดเป้าหมายการผลิตรถยนต์ทั่วโลกให้เหลือเพียง 9 ล้านคันต่อปี เพื่อป้องกันปัญหาการผลิตล้นตลาด ซึ่งเป็นตัวเลขที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับช่วงก่อนยุคโควิด-19 ที่เคยผลิตได้สูงทะลุ 10-11 ล้านคัน

สาเหตุหลักของการขยับตัวครั้งนี้ มาจากผลประกอบการช่วงไตรมาสแรกของปี 2026 ที่ไม่สู้ดีนัก แบรนด์รถยนต์นั่งในเครือแทบทั้งหมดมียอดขายหดตัวลง ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์หลักอย่าง VW ที่ยอดตก 7.6% (เหลือ 1,048,300 คัน), Audi ลดลง 6.1% และ Porsche ที่หนักสุด ยอดร่วงไปถึง 14.7% แม้แต่กลุ่มแบรนด์ซูเปอร์คาร์อย่าง Bentley และ Lamborghini ก็หลีกเลี่ยงผลกระทบนี้ไม่พ้น แบรนด์เดียวในเครือที่ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่งคือ Skoda ที่ทำยอดขายพุ่งขึ้นถึง 14%
อย่างไรก็ตาม ผลงานที่โดดเด่นของ Skoda เพียงแบรนด์เดียวไม่สามารถพยุงสถานการณ์ของทั้งเครือได้ Arno Antlitz ผู้บริหารระดับสูงของกลุ่มชี้ว่า Volkswagen กำลังรับศึกหนักจากหลายด้าน โดยเฉพาะแรงกดดันด้านการแข่งขันจากแบรนด์รถยนต์จีนที่บุกตลาดยุโรปอย่างต่อเนื่อง ไปจนถึงผลกระทบจากกำแพงภาษีในสหรัฐอเมริกา ต้นทุนแรงงานและพลังงานที่พุ่งสูง รวมถึงข้อบังคับของสหภาพยุโรปที่เร่งให้ยุติการขายรถเครื่องยนต์สันดาป
ก้าวต่อไปของ Volkswagen เพื่อกู้วิกฤตครั้งนี้ คือการ “รื้อและปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจใหม่ทั้งหมด” โดยจะพุ่งเป้าไปที่การลดต้นทุนโครงสร้างโดยไม่ลดทอนคุณภาพของรถยนต์ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และที่สำคัญคือการลดความซับซ้อนของเทคโนโลยีและแพลตฟอร์ม ซึ่งในทางปฏิบัตินั่นหมายความว่า ในอนาคตอันใกล้นี้เราอาจได้เห็นการ “ยุติการทำตลาด” รถยนต์บางรุ่นหรือบางรุ่นย่อย เพื่อให้บริษัทสามารถพัฒนารถยนต์รุ่นใหม่ๆ ออกสู่ตลาดได้รวดเร็วและคล่องตัวมากยิ่งขึ้น
